Showing posts with label บทความValue Investingที่น่าสนใจ. Show all posts
Showing posts with label บทความValue Investingที่น่าสนใจ. Show all posts

Thursday, August 20, 2009

หาหุ้นดี มีปันผล สำหรับคนลงทุนยาว

“บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ก็มักจะสะท้อนอยู่ในความสามารถของผู้บริหารที่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะแม้แต่เรื่องการเลือกสรรหาผู้บริหารระดับสูง หรือการพิจารณาผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหารและคณะกรรมการ ก็ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของการกำกับและดูแลกิจการที่ดีเหมือนกัน

ในช่วงเวลาที่หุ้นขึ้นๆลงๆ แกว่งไปแกว่งมานั้น วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างวินัยการลงทุน ก็คือ พยายามถือหุ้นส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็นการลงทุนระยะยาว ในขณะที่อีกส่วนหนึ่ง เราก็ขายออกไป ถ้าเห็นว่าภาวะตลาด (Market Sentitment) ไม่ดี หรือซื้อเพิ่มเข้ามาถ้าเห็นว่ากระแสกำลังมาแรง โดยส่วนที่เราถือไว้ระยะยาวนั้น อาจจะเรียกได้ว่า เป็นหุ้นที่เราเก็บไว้เป็นหลัก ถ้าตามภาษาการบริหารลงทุน ก็ต้องเรียกว่าเป็น Core Holding คือไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ก็ควรจะมีหุ้นพวกนี้ไว้ประจำพอร์ต ลองมาดูกันครับว่า ถ้าจะหาหุ้นดีสำหรับการลงทุนในระยะยาว (ความหมายการลงทุนทั่วๆไปอยู่ที่ ประมาณ 1-2 ปี) ควรจะดูที่อะไรบ้าง

เรื่องแรก เวลาเราไปลงทุน นอกเหนือจากผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจาก Capital Gain หรือราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว เรายังหวังที่จะได้รับเงินปันผล ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลตอบแทนจากผลประกอบการ หรือกำไรของบริษัทโดยตรง ซึ่งดูได้จาก อัตราผลตอบแทนของเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คำนวณได้ง่ายๆ โดยเอาเงินปันผลที่บริษัทจ่าย หารด้วยราคาหุ้น

เช่น บริษัทที่เราเข้าซื้อหุ้นมาในราคา 50 บาท จ่ายเงินปันผล 2.50 บาท ก็จะคำนวณได้ Dividend Yield เท่ากับ 2.50/50 = 5% อัตราผลตอบแทนนี้ก็ไปดูเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น หรือเงินฝากก็ได้ว่า ได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ และสูงกว่าต่ำกว่าอย่างไร ปกติโดยทั่วไป บริษัทมักจะจ่ายเงินปันผลปีละหนึ่งครั้ง ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม หลังจากที่มีการประกาศผลการดำเนินงานของปีที่ผ่านมา และได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเรียบร้อยแล้ว และในบางบริษัทก็อาจจะมีการจ่ายเงินปันผลกลางปี หรือรายไตรมาสเพิ่มเข้ามา

ส่วนที่สองก็คือ ดูอัตราการจ่ายเงินปันผล เพื่อดูว่าบริษัทที่เราเข้าไปลงทุนนั้น มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างไร ตรงนี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Payout Ratio คือบริษัททุกๆปี พอได้กำไรมา ถ้าไม่เอาไปสำรองตามกฎหมายหรือเก็บไว้ เผื่อการขยายธุรกิจในอนาคตแล้ว ก็มักจะจ่ายคืนมาให้กับผู้ถือหุ้น บริษัทไทยส่วนใหญ่มักจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ แปลง่ายๆ ก็เก็บไว้ทำธุรกิจต่อซักครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็คืนเป็นผลตอบแทนให้เจ้าของบริษัท อัตราการจ่ายเงินปันผลนี้ ตัวเลขยิ่งสูงก็ยิ่งดี โดยเฉพาะในบางบริษัทที่ธุรกิจค่อนข้างนิ่ง อยู่ตัว มีกำไรสม่ำเสมอ ก็สามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ค่อนข้างสูงได้ แต่ก็มีเหมือนกันนะครับ ที่บางบริษัทไม่ค่อยยอมจ่ายเงินปันผล อันนี้ก็ต้องไปวิเคราะห์เจาะลึกต่อว่า เค๊าเก็บเงินไว้ทำอะไร ถ้าเก็บไว้ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ ก็สู้จ่ายออกมาให้เราที่เป็นผู้ถือหุ้นไปเลือกลงทุนเองยังจะดีกว่า ยกเว้นก็แต่ในบางบริษัทที่อาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโตมาก มีแผนการขยายธุรกิจและการลงทุนสูง ก็อาจจะเก็บกำไรไว้มากหน่อย ก็จะทำให้ Payout ratio น้อยลง

ส่วนที่สาม แน่นอนครับ เราวางเป้าเลือกหุ้นที่จะลงทุนระยะยาวและถืออยู่เป็นหลัก นอกจากต้องการเงินปันผลแล้ว เรายังต้องการเห็นราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นในระยะเวลานานๆด้วย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมองหาหุ้นที่มีความสามารถในการเติบโตในระยะยาว (Sustainable long-term growth) ในประเทศไทยเรา ยังไม่ค่อยคุ้นกับการซื้อหุ้นเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน ส่วนใหญ่ยังมองถึงการลงทุนชั่วลูกชั่วหลานเป็นเรื่องของบ้าน ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เสียมากกว่า

ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เรื่องการลงทุนครอบคลุมไปทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องหุ้นเป็นเรื่องธรรมดามากครับ เพราะผลตอบแทนที่ดีที่สุดในระยะยาว ยังคงเป็นการลงทุนในหุ้น ผมจำได้ว่า เคยอ่านข่าวเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ว่ามีหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าได้เคยมีผู้ใจบุญบริจาคหุ้น (ของบริษัทซึ่งในขณะนั้นเป็นโรงงานแห่งหนึ่ง) ให้แก่บ้านพักคนชราเพื่อเป็นมรดกให้หาประโยชน์ในภายภาคหน้า ปรากฏว่าเวลาผ่านไปหลายสิบปี บริษัทนั้นได้เติบโตขึ้นกลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ คือ โนเกีย นั่นเอง และมูลค่ามรดกที่ทิ้งไว้กลับกลายเป็นจำนวนเงินมหาศาล ที่สามารถนำมาพัฒนาสวัสดิการต่างๆในหมู่บ้านได้อย่างหาค่าไม่ได้

ส่วนที่สี่ เป็นเรื่องของการแข่งขันของบริษัท คือ Competitive edges ว่าบริษัทที่น่าลงทุนในระยะยาวนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่นอกจากในข้อที่สาม ที่บอกว่ามีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวแล้ว ความสามารถในการแข่งขันก็ต้องยั่งยืนด้วย ก็เราเป็นนักลงทุนระยะยาวนี่ครับ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องมั่นใจด้วยว่า หุ้นที่เราเข้าไปซื้อนั้น ในวันข้างหน้ายังคงดูดีเหมือนตอนปัจจุบัน จุดเด่นของบริษัทยังสามารถเป็นจุดขายได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าเป็นบริษัทขายสินค้า ก็ต้องมีความสามารถในการแข่งขันที่จะรักษาภาพลักษณ์ของสินค้าให้ยั่งยืน หรือถ้าเป็นพวกโรงงานหรือผู้ผลิตก็อาจมองถึงทรัพยากร เคล็ดลับกระบวนการผลิตที่ไม่มีใครมาลอกเลียนแบบได้ เป็นต้น

ส่วนที่ห้า คือ ผู้ที่ทำให้ผู้ถือหุ้นวางใจในการนำบริษัทไปสู่ความสำเร็จ คือ ผู้บริหารนั่นเองครับ ถ้าเป็นธุรกิจที่เจ้าของสร้างมากับมือ เราที่เป็นผู้ไปร่วมถือหุ้น ก็ต้องมั่นใจได้ว่า เจ้าของหรือเถ้าแก่มีความสามารถในการบริหาร และที่สำคัญมีความสามารถในการถ่ายทอด การนำองค์กรให้แก่ลูกหลานต่อไปในอนาคตได้ หรือถ้าเราไปดูบริษัทใหญ่ๆระดับโลกหลายๆแห่ง ก็จะเห็นได้ว่า พอไปถึงรุ่นที่สามรุ่นที่สี่ ก็มีเหมือนกันที่ เจ้าของบริษัทเดิม หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ แทนที่เอาลูกหลานมาเป็นผู้บริหารระดับสูง กลับกลายเป็นไปเสาะหาผู้บริหารมืออาชีพที่มีฝีมือฉมังมาเป็นซีอีโอแทน แล้วบรรดาลูกหลานเจ้าของเดิม ก็ไปนั่งในระดับกรรมการเพื่อดูเรื่องนโยบายในภาพใหญ่แทนการไปรับผิดชอบทำธุรกิจเป็นงานประจำ สำหรับเราที่เป็นนักลงทุน ผมว่าใครก็ได้ ขอให้มั่นใจว่าทำธุรกิจเป็น และสามารถบริหารบริษัทให้มีผลกำไรดีทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ก็พอใจแล้วครับ

ส่วนสุดท้าย ตามธรรมเนียมยุคนี้ คือเรื่องของการกำกับและดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) เป็นเรื่องที่สำคัญว่าบริษัทที่เราลงทุนทำทุกอย่างอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา และเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น (ซึ่งคือเรานั่นเอง) จริงๆแล้ว บริษัทที่มีบรรษัทภิบาลที่ดี ก็มักจะสะท้อนอยู่ในความสามารถของผู้บริหารที่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะแม้แต่เรื่องการเลือกสรรหาผู้บริหารระดับสูง หรือการพิจารณาผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหารและคณะกรรมการ ก็ถือเป็นหนึ่งในเรื่องของการกำกับและดูแลกิจการที่ดีเหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นเรื่องของการสร้างความโปร่งใสและมั่นใจได้ว่า ได้คนดีมีฝีมือมาสร้างธุรกิจให้เติบโตยั่งยืน

ท้ายที่สุด ถึงแม้ว่า ที่คุยมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของการลงทุนในระยะยาว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เวลาที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากๆแล้ว จะขายไม่ได้ ดีเสียอีกถ้าสมมติว่า ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก จนถึงเป้าหมายของการสร้างผลกำไรจากการลงทุนในหุ้นนั้นๆ ก็ขายทำกำไรออกไป ถือว่าประหยัดเวลา ในการลงทุนอีกต่างหาก แต่อย่าลืมว่า ถ้าศึกษาบริษัทนั้นมาดีแล้ว เชื่อว่า ต่อไปยังจะดีแน่ๆ ก็รอโอกาสที่ราคาปรับตัวลงมาในระดับที่เหมาะสมแล้วก็กลับเข้าไปลงทุนใหม่ส่วนที่ขายออกไปก่อนรอบหนึ่งก็ถือว่าเป็นโบนัสก้อนโตของการลงทุนครับ

คัดลอกมาจากหมวดบทความในเวปThaiVI

อ่านต่อ...

12 lessons of Alan Greenspan

Alan Greenspan ประธานธนาคารชาติหรือธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ the Federal Reserve of U.S.A. เคยเรียนดนตรีที่ Juliord School จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (Bachelor of Science) ด้านเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยม (summa cum laude) ปี พ.ศ. 2491 (1948) หรือเมื่อ 56 ปีมาแล้ว และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่ซึ่งเขาได้พบและเป็นเพื่อนที่ดีกับ Arthur Burns ประธานคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ และต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธาน Federal Reserve ช่วงปี 1970-1978 Alan Greenspan ยกเลิกการศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก (Ph.D) เนื่องมาจากปัญหาทางการเงินและประสงค์ที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาชีพ (Professional Economist) หลังจากที่ได้ร่วมงานวิเคราะห์และจัดทำหนังสือกับกลุ่มนักวิเคราะห์วิจัยด้านเศรษฐศาสตรฺ์ ธุรกิจและสังคมที่มีชื่อเสียงจนเป็นที่นิยมและได้นำไปสู่ความคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจที่เน้นความสำคัญในการสร้าง “ คุณธรรมของระบบนายทุน (morality of capitalism) “ เพื่อการสร้างความดีให้มากที่สุด สำหรับประชาชนจำนวนมากที่สุด (most good for most people) การตระหนักสำนึกในหน้าที่ของประชาชนแต่ละบุคคล(People Responsibility and Accountability) และการที่รัฐบาลจะต้องยึดมั่นในระบบตลาด พร้อมกับสนับสนุนบทบาทนั้นเพื่อการประกอบธุรกิจเสรี Alan Greenspan ร่วมกับนักธุรกิจค้าหลักทรัพย์พันธบัตร William Townsend จัดตั้งบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำเพื่อการวิจัยและการจัดทำประมาณการทางเศรษฐกิจให้กับลูกค้าเพื่อประโยชน์ในการวางแผนทางธุรกิจ รวมทั้งบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 บริษัทด้วย แต่ก็ได้ล้มเลิกกิจการไปเมื่อได้ตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตมาปฏิบัติงานที่ Federal Reserve เมื่อปี 1987 Alan Greenspan เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เป็นผู้ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้โดยสำเร็จอย่างไม่มีที่ติ และไม่เคยสั่นคลอนเลยในฐานะเป็นผู้คาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีระดับฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา


โดยสรุปแล้ว Greenspan เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่ใช้แนวทางที่ขนานนามได้ว่าเป็น “The Greenspan Way of Monetarism” ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกามีการเจริญเติบโตติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานที่สุดเท่าที่ประเทศนี้เคยประสบมา และประวัติศาสตร์ของประเทศนี้จะเคยบันทึกไว้ ประชาชนจำนวนมากกว่าที่เคยเป็นมา ได้มีงานทำ ประชาชนจำนวนมากกว่าที่เคยพบมาได้เป็นเจ้าของบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และบริษัทหรือวิสาหกิจต่างๆ จำนวนมากกว่าที่เคยมีมาได้รับผลกำไรและเจริญเติบโตมากกว่าที่เคยเห็นมาในประวัติศาสตร์ที่เคยจารึกในสหรัฐอเมริกา อะไรทำให้ Alan Greenspan ประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้ Alan Greenspan ประสบความสำเร็จเพราะไม่เคยเลยที่จะลังเลหรือโอนเอียงวอกแวกไปจากความเชื่อถือที่ตนเองมีอยู่ใต้บทเรียน สรุปได้ 12 บทเรียน ดังนี้


บทที่ 1 เรียนรู้ทุกอย่างเท่าที่จะสามารถ เก็บสะสมข้อมูลทุกเรื่อง ย่อยประมวลตัวเลขที่จำเป็นทุกตัวเลขที่จำเป็นทุกตัว ทั้งที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วก่อนที่จะออกประมาณการณ์หรือคาดคะเนใดๆในทางการเงิน แต่แม้กระนั้นก็ยังต้องยอมรับและเข้าใจเป็นอย่างดีว่าไม่มีผู้ใดสามารถทำนายอนาคตได้ เมื่อมีเรื่องของคนเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากพฤติกรรมมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือเรื่องของคนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ (people are unpredictable) ในกรณีที่ท่านผิด หรือบกพร่องอะไรท่านจะต้องแก้ไขความผิดของท่านแล้วปฏิบัติหน้าที่ต่อไป (If you ‘re wrong ,correct your mistake and move on)


บทที่ 2 กังวลล่วงหน้าเอาไว้ก่อน (worry early) โดยไม่ประมาท แต่ไม่ใช่กังวลจนประสาทเสีย เพราะเมื่อท่านเริ่มเห็นสัญญาณของปัญหา เช่น เงินเฟ้อเกิดขึ้นมา ในตอนนั้นอาจสายเกินกว่าที่จะป้องกันได้เสียแล้ว


บทที่3ภาวะเงินเฟ้อหรือระดับราคาปราศจากเสถียรภาพและความไม่แน่นอนในรูปแบบใดๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างแท้จริงในระบบเศรษฐกิจเพราะสภาวะเช่นนี้ทำให้ประชาชนไม่มีความสามารถที่จะรับกับความเสี่ยงได้ (unwilling to take risks) ซึ่งความเสี่ยงนั้นแท้จริงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ต้องรู้จักการบริหารความเสี่ยงให้ชาญฉลาดเท่านั้น


บทที่4 จงยอมรับกับความยากลำบากในระยะสั้นหากมันจะสามารถนำมาซึ่งผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้นผลจากการตัดสินใจของเราย่อมจะไม่เป็นที่นิยมเสมอไปเป็นธรรมชาติปกติธรรมดา


บทที่ 5 หนี้เป็นสิ่งที่เลวร้าย ฉะนั้นจึงต้องจ่ายชำระมันไปให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้


บทที่ 6 แสดงความคิดเห็นของท่านต่อไปในหลายรูปแบบและหลายวิธีการเท่าที่จะเป็นไปได้ จนกระทั่งบุคคลที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั้งหลายมีความเข้าใจในที่สุด และสามารถปฏิบัติได้ตามที่ท่านได้บอกกล่าวเขาและเธอเหล่านั้น


บทที่ 7 จงรู้จักและยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจของท่านด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี และรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากท่านไม่ได้ตัดสินใจในสิ่งนั้น จงพิจารณากรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้และจะต้องรู้วิธีการว่าจะดำเนินการอย่างไรกับกรณีนั้นด้วย


บทที่ 8 ท่านไม่สามารถกำจัดความเสี่ยงได้ และในความเป็นจริงแล้วท่านไม่จำเป็นต้องกำจัดมัน แต่ควรจะบรรเทาผลกระทบมันได้ และยอมรับว่าความเสี่ยงเหล่านั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องผนวกเข้าไปในกระบวนการทำการตัดสินใจของท่าน (decision making process)


บทที่ 9 วงจรธุรกิจซึ่งมีทั้งขึ้นและลงเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นจริง ทางที่ดีที่สุดเราสามารถทำได้ คือพยายามทำให้ภาวะที่ขึ้นและลงไม่เกินเลยไป (too extreme) จงพยายามใช้สายตารวมแสงไปยังภาพที่ใหญ่กว่าแม้ว่าจะเกิดการถดถอยในระยะสั้น


บทที่ 10 เป็นที่แน่นอนเสมอมาและเสมอไปว่า การสร้างเงื่อนไขย่อมจะเป็นสิ่งที่ไม่น่ายินดี จึงต้องสร้างให้มีความยืดหยุ่น ต้องทำให้มีความเข้าใจและต้องปรับปรุงให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวของท่าน แต่ยังคงสามารถคงอยู่กับความเป็นจริงในความเชื่อถือที่มั่นคงและสำคัญของท่านตลอดไป


บทที่ 11 ระบบตลาดที่สามารถแข่งขันได้อย่างเสรีเป็นระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ฉะนั้นการก้าวก่ายของภาครัฐบาลควรจะต้องเก็บสำรองไว้ใช้เฉพาะเกิดวิกฤติการณ์เท่านั้น (Government intervention should be reserved for crisis)


บทที่ 12 ในที่สุดแล้วความน่าเชื่อถือในตัวของท่านก็คือสินทรัพย์ที่มีความสำคัญ และมีคุณค่ามากที่สุด (นำติดตัวไปตอนที่ท่านตายแล้วเพื่อไปเกิดใหม่ก็ได้!)

คัดลอกมาจากหมวดบทความในเวปThaiVI

อ่านต่อ...